แชร์

กรณีได้รับความเสียหายจากทนายขอแรง ต้องดำเนินการอย่างไร ?

อัพเดทล่าสุด: 8 ต.ค. 2025
1830 ผู้เข้าชม
               ทนายขอแรง นั้นมีในคดีอาญา และศาลได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นทนายแก่จำเลยในคดีอาญา  เพื่อให้ไปตามวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 กล่าวว่า " ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือในคดีที่จำเลยมีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่ถูกฟ้องต่อศาล ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่  ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งทนายความให้
                ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความ ก็ให้ศาลตั้งทนายความให้
                ให้ศาลจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งตามมาตรานี้  โดยคำนึงถึงสภาพแห่งคดีและสภาวาะเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกำหนด โดยความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง "
                และวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 กล่าวว่า " ในชั้นพิจารณา  ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง  ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้  เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น กฎหมายอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือ โทษสถานที่หนักกว่านั้น  ศาลต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง "
               ในการพิจารณาคดีอาญาของศาล บางครั้ง บางคดีจำเลยนั้นไม่สามารถจ้างทนายความเองได้ และจำเลยนั้นประสงค์ให้การปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์ตลอดทุกข้อกล่าวหา ทั้งสิ้นทุกประการ ศาลตามวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 จะแต่งตั้งทนายความให้ และศาลจะจ่ายเงินรางวัล แก่ทนายความขอแรง ตามที่คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกำหนดไว้  นั้นหมายความว่า  แม้จำเลยจะไม่มีเงินต่อสู้คดี  ก็ยังมีกฎหมายคุ้มครองให้เท่าที่จำเป็น    และเมื่อมีทนายความขอแรงแล้ว     ต่อมาภายหลัง      จำเลยนั้นได้รับความเสียหายจากการกระทำของทนายขอแรง  ย่อมแจ้งกับศาลที่แต่งตั้งทนายความขอแรงให้ได้ตามกฎหมาย  เช่น  การที่ทนายความขอแรงประมาทเลิ่นเล่อ ไม่นำพยานหลักฐาน ไม่นำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องมาต่อสู้คดี ไม่นำเอกสารที่เกี่ยวข้องมาต่อสู้คดี อันเป็นพยานหลักฐานสำคัญและทำให้รูปคดีเสียหาย  ส่งผลต่อประโยชน์ในการพิจารณาคดีให้เกิดความเสียหาย จำเลยนั้นสามารถใช้สิทธิร้องเรียนทนายขอแรงได้
                  ดังนั้น  ในคดีอาญานั้น เป็นการเคร่งครัดในการพิจาณาคดี เพราะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพตามกฎหมาย และการดำเนินการต้องเป็นไปโดยความรัดกุม และเป็นไปด้วยพยานหลักฐานที่กฎหมายกำหนดไว้  เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
จัดทำโดย
ทนายความตรีสุพจน์ ตันตยาภิรมย์กุล

บทความที่เกี่ยวข้อง
ข้อบังคับการทำงานระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง มีความสำคัญอย่างไร?
เมื่อนายจ้างมีสถานประกอบกิจการ และมีการรับลูกจ้างพนักงานเข้าทำงาน ตามสัญญาจ้างแรงงานแล้ว บางครั้งการจะระบุข้อกำหนด หรือข้อตกลง อันเป็นรายละเอียดในการทำงานระหว่างนายจ้างและลูกจ้างในสัญญาจ้างแรงงานย่อมกระทำได้ยาก และจะเป็นการวุ่นวายมาก อาจทำให้สัญญาจ้างแรงงานนั้นมีจำนวนหลายหน้าและมีความสลับซับซ้อนในการจ้างแรงงานได้ ถ้าแยกสัญญาจ้างแรงงานและข้อบังคับการทำงาน เป็นเอกสารคนละชุดกัน ย่อมเป็นประโยชน์ในการจ้างแรงงานได้ตามกฎหมาย ทั้งนี้ ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง
6 ก.ย. 2025
ข้อความอย่างไร? เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท หรือไม่ ?
ความผิดหมิ่นประมาท นั้นเป็นความผิดต่อชื่อเสียงของผู้เสียหาย หรือ โจทก์ และข้อความที่มีลักษณะหมิ่นประมาทนั้น เป็นข้อความที่ทำให้ผู้นั้น เสียหายต่อชื่อเสียง ทำให้ผู้นั้นถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ทำให้ผู้นั้นได้รับความอับอาย ไม่ใช่แค่ผู้นั้นรู้สึก...เสียหายต่อชื่อเสียง แต่ต้องมีพยานหลักฐาน เป็นข้อความที่ถูกใส่ร้าย ต่อบุคคลที่สามด้วย
25 ก.ย. 2025
การเลิกจ้างลูกจ้างไม่เป็นธรรม  และเป็นผิดกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เป็นอย่างไร?
เมื่อนายจ้างตกลงให้ทำงานและลูกจ้างตกลงทำงาน มีสัญญาจ้างแรงงานแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ภายหลังนายจ้างเป็นฝ่ายที่ทำให้ลูกจ้างไม่สามารถทนทำงานต่อไปได้ มีการลดตำแหน่งงาน มีการลดเงินเดือน ค่าตอบแทนต่างๆ มีการกระทำให้ลูกจ้างเป็นฝ่ายเสียหายต่อชื่อเสียงของลูกจ้าง เพื่อทำให้ลูกจ้างนั้นไม่สามารถทนทำงานต่อได้อีกกับนายจ้าง เหตุการณ์นี้ย่อมทำให้ลูกจ้างได้รับความเสียหายทันที และมีกฎหมายคุ้มครองฝ่ายลูกจ้างทันทีเช่นกัน ทั้งนี้ เป็นการกระทำผิดต่อลูกจ้าง ซึ่งเป็นข้อพิพาทคดีแรงงานทั้งหมด อยู่ในเขตอำนาจของศาลแรงงานตามกฎหมาย
4 ก.ย. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy