คดีทำร้ายร่างกายกัน มีผลร้ายแรง มากน้อยแค่ไหน มีผลทางกฎหมายอย่างไร?
อัพเดทล่าสุด: 1 พ.ค. 2026
161 ผู้เข้าชม

เมื่อเกิดเหตุทำร้ายร่างกาย และผู้เสียหายนั้นเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน และผู้เสียหายนั้นนำใบแจ้งความไปพบแพทย์ เพื่อให้แพทย์นั้ันชันสูตรบาดแผล และออกใบรับรองแพทย์ ในการรักษาอาการบาดเจ็บ หากแพทย์มีความเห็นจากการตรวจบาดแผลแล้ว และมีความเห็นว่า ต้องให้พักรักษาตัว และมีการจ่ายยาเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของ ผู้เสียหายแล้ว
ด้วยเหตุข้างต้นนั้น ไม่ใช่กรณีคดีทำร้ายร่างกายที่เป็นความผิดลหุโทษ ซึ่งพนักงานสอบสวนสามารถเปรียบเทียบปรับได้ และคดีอาญานั้นสิ้นสุดลง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 ประกอบวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังต่อไปนี้
(1) โดยความตายของผู้กระทำผิด
(2) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความกัน โดยถูกต้องตามกฎหมาย
(3) เมื่อคดีเลิกกันตามมาตรา 37
(4) เมื่อคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง
(5) เมื่อมีกฎหมายออกใช้ภายหลังการกระทำความผิดยกเลิกความผิดเช่นนั้น
(6) เมื่อคดีขาดอายุความ
(7) เมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษ
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 คดีอาญาเลิกกันได้ ดังต่อไปนี้
(1) ในคดีมีโทษปรับสถานเดียว เมื่อผู้กระทำความผิดยินยอมเสียค่าปรับในอัตราอย่างสูงสำหรับความผิดนั้นแก่พนักงานสอบสวนก่อนศาลพิจารณา
(2) ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษ หรือความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ หรือ คดีอื่นที่มีโทษปรับสถานเดียวอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือ ความผิดต่อกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรซึ่งมีโทษปรับอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท เมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามที่พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบแล้ว
(3) ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษ หรือความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ หรือ คดีที่มีโทษปรับสถานเดียวอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งเกิดในกรุงเทพมหานคร เมื่อผู้ต้องชำระค่าปรับตามที่นายตำรวจประจำท้องที่ตั้งแต่ตำแหน่งสารวัตรขึ้นไป หรือ นายตำรวจชั้นสัญญาบัตร ผู้ทำการในตำแหน่งนั้นๆไปเปรียบเทียบแล้ว
(4) ในคดีซึ่งเปรียบเทียบได้ตามกฎหมายอื่น เมื่อผู้ต้องหาได้ชำระค่าปรับตามคำเปรียบเทียบของพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความผิดในข้อหานี้ ไม่ใช่ความผิดลหุโทษ และต่อให้ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพก็ต้องมีการฟ้องคดีต่อศาลต่อไปตามกฎหมาย เพราะคดีอาญานั้นยังไม่เลิกกัน และคดีอาญานั้นยังไม่ระงับไปตามกฎหมาย
จัดทำโดย
ทนายความตรีสุพจน์ ตันตยาภิรมย์กุล
#ทนายความคดีอาญา
บทความที่เกี่ยวข้อง
เมื่อจำเลยในคดีแพ่งได้รับหมายนัดของศาลตามกฎหมาย และจำเลยยื่นคำให้การประสงค์ต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด เมื่อศาลกำหนดวันนัดสืบพยานล่วงหน้าแล้ว ต่อมาในวันนัดสืบพยาน จำเลยไม่ไปศาล และอ้างเหตุว่าอยู่ในงานศพมารดา และไม่มีพยานปากอื่นของฝ่ายจำเลยไปศาลด้วย อย่างนี้ จะขอเลื่อนคดีได้หรือไม่ และการไม่ไปศาลของจำเลยคดีแพ่งที่ต้องการต่อสู้คดี นั้น ทำให้คดีเสียหาย หรือไม่ อย่างไร?
1 ต.ค. 2025
บางครั้งการกระทำความผิดของจำเลยนั้น มีทั้งความรับผิดในทางอาญา กล่าวคือ มีโทษจำคุก และมีโทษปรับ ต่างๆ ที่กฎหมายกำหนดไว้ และมีความรับผิดทางแพ่ง ที่ก่อให้เกิดสิทธิของผู้เสียหายในเรียกร้องฟ้องค่าเสียหายเป็นคดีแพ่งได้ด้วยเช่นกัน การวางแผนฟ้องคดีของผู้เสียหาย จำเป็นต้องนำอายุความมาเป็นข้อพิจารณา เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับผู้เสียหาย และไม่เปิดช่องในการต่อสู้คดีให้แก่จำเลยได้โดยไม่จำเป็น ทนายความจึงต้องทำความเข้าใจการเริ่มนับอายุความคดีอาญาสินไหมด้วย เพื่อเป็นประโยชน์ต่อทำคดีให้ผู้เสียหาย ได้ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง รักษาสิทธิประโยชน์ต่างๆให้แก่ผู้เสียหาย ได้เป็นอย่างดี
17 พ.ค. 2026
การเข้าหุ้นส่วนกันทำธุรกิจ ที่พบเห็นบ่อยๆคือ การเข้าหุ้นกันจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด เพื่อประกอบกิจการอย่างไรอย่างหนึ่ง ตามวัตถุประสงค์เพื่อการค้า ไม่ใช่แค่หาสถานที่ตั้งของบริษัทจำกัดเท่านั้น แล้วสามารถตั้งบริษัทจำกัดได้เลย เพราะถ้าไม่มีข้อตกลงระหว่างกันของหุ้นส่วน มักจะมีปัญหาตามมา เป็นคดี เสมอๆ การวางแผนเข้าหุ้นกันโดยมีที่ปรึกษาด้านกฎหมาย หรือทนายความจึงมีความจำเป็น ด้วยเช่นกัน
5 ก.ย. 2025


