อายุความเรียกค่าเสียหายข้อหาแจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวน มีอายุความเท่าไร?

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตา 448 วรรคท้าย มีใจความกฎหมายว่า " แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าที่กล่าวมานั้นไซร์ ท่านให้เอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับ "
นั้นหมายความว่า " อายุความทางแพ่ง ที่เกียวเนื่องจากคดีอาญาข้อหาแจ้งความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการสืบสวนคดีอาญา นั้นมีอายุความ 10 ปี ไม่ใช่อายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคแรก แต่อย่างใด
การเรียกร้องทางแพ่งซึ่งเกี่ยวเนื่องกับความผิดแจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือเจ้าพนักงานที่หน้าที่สืบสวนคดีอาญา จึงสามารถฟ้องจำเลยได้ภายใน 10 ปีครับ
การเรียกร้องความเสียหายทางแพ่งนั้น เป็นภาระหน้าที่ของโจทก์ ดังนั้น การรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด และค่าเสียหาย จึงเป็นข้อสำคัญในการฟ้องคดี ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตัวความเป็นอย่างมาก และสามารถทำให้ศาลเข้าใจถึงรายละเอียดของความเสียหายได้ตามกฎหมาย และตามมาตราฐานของกฎหมาย ไม่ใช่ เป็นเพียงการกล่าวหาลอยๆเท่านั้น
การเรียกร้องความเสียหายนั้น สามารถเรียกร้องให้ชำระเงินค่าเสียหาย ให้ดำเนินการกระทำการอย่างใด อย่างหนึ่ง เพื่อเป็นการบรรเทาความเสียหาย หรือ ให้หยุดดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อบรรเทาความเสียหาย และมีค่าขึ้นศาลของจำนวนค่าเสียหาย เป็นอัตราร้อยละ 2 ของเงินค่าเสียหายทั้งหมด นอกเหนือจากส่งหมายและค่าส่งคำคู่ความ และยังมีค่าขึ้นศาลในอนาคตด้วย และการชำระค่าขึ้นศาลนั้น เป็นข้อจำเป็นและเป็นข้อสำคัญ สำหรับการฟ้องคดีภายในอายุความ
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 มีใจความกฎหมายว่า " ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น "
การเรียกร้องทางแพ่งนั้น ต้องมีการระบุข้อหาตามกฎหมาย ว่าโจทก์มีสิทธิในการเรียกร้องจากจำเลยตามกฎหมายข้อใด เป็นข้อสำคัญ บางครั้ง การดำเนินการต่างๆต้องตรวจความซับซ้อนของข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง พยานหลักฐานต่างๆให้ครบถ้วนนะครับ
จัดทำโดย
ทนายความตรีสุพจน์ ตันตยาภิรมย์กุล

