การให้คำปรึกษาของทนายความ ในชั้นจับกุม และในชั้นสอบสวน มีการดำเนินการอย่างไร?
อัพเดทล่าสุด: 16 พ.ค. 2026
39 ผู้เข้าชม

เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 83 กำหนดให้เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งเป็นผู้จับกุม ต้องแจ้งข้อกล่าวหา แจ้งสิทธิว่าจะให้การอย่างไรตามกฎหมาย และมีสิทธิพบปรึกษาทนายความได้ทันทีตามกฎหมาย
หรือกรณี ที่ผู้ต้องหาได้รับหมายเรียกให้มาพบพนักงานสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 52 และมีการหมายเรียกเป็นหนังสือตามรูปแบบของกฎหมาย หรือกรณีผู้ต้องหาประสงค์เข้ารับทราบข้อกล่าวหา โดยไม่มีการจับกุม ไม่มีการออกหมายเรียกแต่อย่างใด
การทำหน้าที่ของทนายความซึ่งผู้ต้องหาต้องการปรึกษา มีเทคนิคและวิธีการอย่างไรบ้าง สิ่งใดบ้างที่ไม่ควรทำ สิ่งใดบ้างที่ทำให้จะสร้างปัญหาในกระบวนการยุติธรรมต่อไป เนื่องจากเกิดความผิดพลาดตั้งแต่จุดแรกแล้ว จุดต่อไปย่อมสร้างปัญหาใหญ่อย่างแน่นอนครับ
ขั้นตอนแรกของการทำหน้าที่ของทนายความในนี้ ที่สำคัญที่สุด คือ ต้องมีสอบถามพฤติการณ์แห่งคดีเสียก่อน พฤติการณ์แห่งคดีนี้ ก็คือ รายละเอียดของบุคคลเกี่ยวข้อง สถานที่เกิดเหตุ หรือสถานที่ที่ถูกจับกุม เวลาที่เกิดเหตุต่างๆ และมีใครที่เกี่ยวข้องพอจะเป็นพยานให้การต่อพนักงานสอบสวนได้บ้างหรือไม่
ในการสอบถามพฤติการณ์ของผู้ต้องหา เกี่ยวกับคดีนั้น ต้องการเป้าหมายสำคัญคือ การทราบเหตุการณ์ข้อเท็จจริงทั้งหมด เกี่ยวกับคดี และมีการประเมินถ้อยคำของผู้ต้องหา ว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่ มีพยานหลักฐานรองรับหรือไม่ หรือให้ทราบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดี และข้อต่อสู้ของผู้ต้องหา
การจะฟังเฉพาะถ้อยคำยืนยันของผู้ต้องหาอย่างเดียวนั้น จะทำให้เกิดความผิดพลาดในการให้คำปรึกษากับผู้ต้องหาได้ ไม่ควรทำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการโกหกซึ่งในยุคปัจจุบันนี้นั้นมาจำนวนมากในสังคมไทยอยู่แล้ว การจะฟังถ้อยคำของผู้ต้องหานั้น อาจจะทำให้วางรูปคดีผิดพลาดได้
กรณีที่ไม่มีประจักษ์พยาน ต้องไปตรวจสอบที่เกิดเหตุว่ามีกล้องวงจรปิดหรือไม่ มีคนถ่ายคลิปวีดีโอไว้หรือไม่ มีพยานแวดล้อมใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุหรือไม่ เหล่านี้ จะทำให้พบแนวทางในการทำคดีได้มากขึ้น
การตรวจสอบหลักฐานข้อความแชทต่างๆที่เกี่ยวข้องกับคดี ก็สามารถบอกรายละเอียดของคดีได้เช่นกัน ถ้อยคำของผู้ต้องหานั้นพอจะฟังได้หรือไม่ การสังเกตการให้ถ้อยคำของผู้ต้องหา เป็นสิ่งสำคัญ บางครั้งผู้ต้องหานั้น ให้การขัดแย้งกันเองหลายครั้ง อาจจะมาจากความกลัวที่ได้กระทำความผิดไป สังเกตุความกังวลของผู้ต้องหา อย่างกรณีที่ผู้ต้องหานั้นสอบถามกับทนายความว่าจะให้การอย่างไรดี ต้องพูดอย่างไรดี อย่างนี้เข้าข่ายว่าผู้ต้องหานั้นกลัวความผิด หรือไม่อย่างนั้น ก็มีลักษณะความบกพร่องบางอย่าง เช่น โรควิตกกังวล โรคจิตเวช หรือโรคเกี่ยวกับความจำและสมอง ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างมาก
การที่ผู้ต้องหาพูดจา วกวน ไม่เข้าใจ นั้นอาจจะมีหลายสาเหตุ และสิ่งนี้ นั้นเป็นเหตุที่เกิดความยากลำบากในการต่อสุ้คดี แต่ก็มีวิธีการง่ายๆ ที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ของคดีต่างๆได้ ปกติคนส่วนใหญ่ถ้าคนไม่ได้กระทำความผิดมักจะปฏิเสธ และพยายามเล่าเหตุการณ์ในแต่ละช่วง ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ตอนเกิดเหตุ หลังเกิดเหตุต่างๆ สิ่งเหล่านี้ ย่อมทำให้ทนายความมีความหวังในการต่อสู้คดีให้ เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม ซึ่งแตกต่างกับกรณีที่ผู้ต้องหา หรือตัวความมีลักษณะพิรุธ มักจะถามซ้ำๆว่า จะต้องพูดอย่างไรดี ส่วนมากผู้ต้องหาที่เกิดความผิดมักจะถามทนายความแบบนี้ ทนายความก็ต้องแจ้งให้ตัวความหรือผู้ต้องหา เล่าถึงเอกสาร หลักฐานต่างๆ เพื่อจะหาข้อที่เป็นประโยชน์ช่วยเหลือให้ผู้ต้องหารับโทษสถานเบาตามกฎหมายได้ เหล่านี้ ผมก็ใช้ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล ในการขอถ้อยคำของผู้ต้องหาและตัวความมาระยะหนึ่ง
จะเป็นการยากที่จะค้นหาความจริงทั้งหมด ในเวลาสั้นๆ การดำเนินการต้องอาศัยความใส่ใจ และความกระตือรือร้น ในการให้คำปรึกษา และความหวังจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในสังคม และเป็นทางออกของสังคมต่อไป
จัดทำโดย
ทนายความตรีสุพจน์ ตันตยาภิรมย์กุล
บทความที่เกี่ยวข้อง
การดำเนินคดีอาญา ด้วยการแจ้งความกับพนักงานสอบสวนนั้น ต้องแจ้งด้วยข้อความอันเป็นความจริงเท่านั้น การที่ผู้แจ้ง มีการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จในคดีอาญาต่อพนักงานสอบสวนนั้น เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 และ ในกรณีที่ผู้แจ้งรู้ความจริงอยู่แล้ว ว่าผู้ใดไม่ได้กระทำความผิดอาญาแล้ว และผู้นั้นแจ้งว่าผู้ใดกระทำความผิดอาญา มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 เพราะการดำเนินคดีอาญานั้นต้องเป็นไปด้วยความจริงทั้งหมด และการยืนยันข้อความเท็จทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย และถูกจำกัดเสรีภาพ เป็นกรณีที่เป็นความผิดร้ายแรงครับ
21 ก.ย. 2025
การสั่งจ่ายเช็คนั้น ไม่ทุกกรณี เมื่อผู้ทรงเช็คนำเช็คเข้าเรียกเก็บตามวิธีการของธนาคารแล้ว ที่จะเป็นความผิดอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และการที่จะฟ้องคดีเช็คในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 นั้น ต้องมีองค์ประกอบตามกฎหมาย ไม่ใช่กรณีจะเป็นความผิดดังกล่าว และการฟ้องคดีในความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คนั้น ต้องมีพยานเอกสาร และเอกสารที่เกี่ยวข้องชัดแจ้งเท่านั้น
22 ก.ย. 2025
ในปัจจุบัน ในย่านธุรกิจ มีลูกจ้างเป็นจำนวนมาก ลูกจ้างจึงมีความจำเป็นทราบสิทธิตามกฎหมายแรงงาน เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกเอาเปรียบตามกฎหมายแรงงาน
6 ม.ค. 2025


